บทที่ 5 ถ้าตะวันเห็นค่าเราสักนิดก็คงดี
ตอนที่ 4
ถ้าตะวันเห็นค่าเราสักนิดก็คงดี
กร๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
เมื่อห้องกลับมาเงียบลงหลังเพื่อน ๆ แยกย้ายกันไป เสียงโทรศัพท์ของตะวันก็ดังขึ้น เขาเหลือบมองชื่อบนหน้าจอเพียงแวบเดียวก่อนจะกดรับสายแทบจะทันที
“เนเน่โทรหาตะวันตั้งหลายรอบ ทำไมเพิ่งรับล่ะคะ”
น้ำเสียงเล็กแหลมออดอ้อนดังออกมาจากปลายสาย
“เมื่อกี้เพื่อนอยู่ด้วยน่ะ เลยไม่ได้รับ กลัวพวกมันถามมาก ขี้เกียจตอบ”
เขาตอบตามตรง พลางเอนตัวพิงพนักโซฟา
“หื้ม…นึกว่าจะทิ้งเนเน่ไปแล้วซะอีก”
“ใครจะกล้ากันล่ะ…แล้วโทรมาหาตั้งหลายสายแบบนี้ คิดถึงฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิคะ…ไม่ได้ยินเสียงตะวันแล้ว เน่นอนไม่หลับเลย”
“ปากหวานจังนะ อย่างอื่นจะหวานด้วยหรือเปล่า”
ปลายสายหัวเราะคิก เสียงนั้นฟังดูตั้งใจยั่ว
“ถ้าอยากรู้ว่าหวานไหมก็ต้องมาชิมเองสิคะ”
ตะวันถอนหายใจยาวเหยียด
“ช่างเถอะ พูดไปก็ไม่ให้ไปเจออยู่ดี”
“หื้ม วันนี้อารมณ์ไม่ดีเหรอคะ…ทำไมฟังดูแปลก ๆ อยากให้เน่ช่วยไหม”
“อยากสิ…แล้วจะช่วยยังไงล่ะ”
“แล้วตะวันคิดว่าร่างกายของเนเน่ จะช่วยให้ตะวันมีความสุขได้มั้ย”
ปลายสายเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า เสียงหวานนุ่มคล้ายกำมะหยี่ถูไล้ผ่านประสาทสัมผัส แค่ได้ยินก็ทำให้ลมหายใจของคนฟังสะดุดวูบโดยไม่รู้ตัว
“ลองดูสิ… อยากรู้เหมือนกันว่าวันนี้จะมาไม้ไหน”
ร่างสูงหลับตาพริ้ม จ้องมองหน้าจอไม่ละสายตาแม้แต่น้อย ร่างอรชรกำลังบิดเร้ายั่วยวน มือเรียวอีกข้างก็ไม่วายที่จะยกขึ้นมาบีบคลึงหน้าอกอวบเบา ๆ
“อยากเห็นมากกว่านี้มั้ย”
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทอดยาว แผ่วต่ำเจือรอยหยอกเย้า
“อยากสิ…อยากเห็นว่าตรงนั้นแฉะแค่ไหน”
ตะวันตอบกลับเสียงแผ่วเบาคล้ายคนกำลังเคลิ้ม สายตายังคงจดจ้องหน้าจอไม่ยอมละไปไหน
“หื้ม…”
จากนั้นโทรศัพท์มือถือก็ค่อย ๆ เลื่อนต่ำลง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ระหว่างเรียวขาขาวเนียน ทำเอาคนที่เห็นต้องกลืนน้ำลายลงคอ
“อยากเห็นมากกว่านี้…”
ร่างสูงกระซิบเสียงแผ่ว ลมหายใจหอบรินแนบมากับถ้อยคำทำเอาคนฟังรู้สึกเสียวซ่านไล่ไปทั่วทั้งทรวง
“อยากเห็นมากกว่านี้เหรอคะ…อ้อนเนเน่สิ”
เสียงเล็กแหลมยังคงแฝงรอยหยอกเย้า
“เนเน่ได้โปรด…แหวกกางเกงในเธอออก”
เสียงออดอ้อนที่เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างไม่คุ้นเคยนั้น แค่ได้ยินก็ทำให้คนฟังขนลุกซู่ไปทั่วร่าง
“อ้อนเก่งแบบนี้เนเน่ก็คงปฏิเสธไม่ได้”
ขาเรียถูกอ้าออกกว้าง กางเกงในสีหวานถูกเบี่ยงไว้ด้านข้าง ปลายนิ้ววนแตะเบา ๆ จนมีเสียงน้ำชื้นเบา ๆ ดังลอดลำโพง
“แบบนี้พอใจมั้ยคะ…หื้ม”
“พอใจสิ…”
ตะวันตอบออกไปเสียงแหบพร่า สายตาคมไม่ละจากหน้าจอโทรศัพท์แม้แต่น้อย ก่อนที่มือหนาจะค่อย ๆ คลายเข็มขัดเอนกายพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย
“อื้ม…ตะวันเน่เสียว”
ปลายสายครางเสียงกระเส่านิ้วเรียวบดขยี้ติ่งสวาท ตะวันเห็นภาพนั้นเต็มตาผ่านหน้าจอมือถือ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะควักท่อนเอ็นแข็งขึงออกมา เสียงเคาะประตูจากปลายสายก็ดังขึ้นก่อนที่สายจะถูกตัดไปโดยไม่มีคำบอกลาใด ๆ จากอีกฝ่าย
“เอ้า! เหี้ยอะไรวะเนี่ย”
ตะวันสบถคำหยาบออกมาอย่างหัวเสีย พรางก้มมองกระเจี๊ยวตรงระหว่างขาที่เริ่มแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังไม่หยุด ทำให้อัยยารีบกดวางสาย ก่อนจะคว้าเสื้อผ้ามาสวมให้เรียบร้อยอย่างลนลาน แล้วรีบไปเปิดประตู
“แม่เคาะตั้งนานทำไมเพิ่งเปิดล่ะ”
ทันทีที่ประตูเปิดออกมารดาก็เอ่ยถามทันทีในมือถือแก้วนมเดินเข้ามาด้วย
“เอ่อ… เมื่อกี้หนูคุยเรื่องโปรเจคต์กับเพื่อนอยู่ค่ะเลยเปิดช้า”
“ขยันจริงเชียว งั้นดื่มนมแล้วรีบเข้านอนเถอะแม่ไม่กวนแล้ว”
หญิงวัยกลางวางแก้วในมือลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ใบหน้าอยากกร้านผุดรอยยิ้มขึ้นมาเบาเบาก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
อัยยาถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอก ที่อย่างน้อยคืนนี้แม่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรไปมากกว่านั้น
เช้าวันต่อมา
รถยนต์ตันหรูแล่นเข้ามาในลานจอดรถของมหาวิทยาลัย ก่อนจะชะลอความเร็วลงเมื่อสายตาของตะวันไปสะดุดกับหญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างช่องจอดรถ
เธอสวมแว่นกรอบหนา เสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ กับกระโปรงยาวคลุมเข่า ยืนโบกมือให้เขาเบา ๆ คล้ายกำลังบอกให้รู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นยังมีที่ว่าง
ชายหนุ่มเหลือบมองอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนจะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปจอดตามสัญญาณที่เธอส่งมา
ตะวันก้าวขาลงจากรถในท่าทีสบาย ชุดช็อปสีแดงเลือดหมูที่สวมอยู่ขับให้รูปร่างสูงโปร่งดูโดดเด่น ไหล่กว้างกับท่วงท่ามั่นคงทำให้หลายสายตาเผลอมองตามโดยไม่รู้ตัว
ขณะที่เขากำลังก้าวเดินออกไป อัยยาก็รีบขยับฝีเท้าตามหลังอย่างลน ๆ คล้ายกลับกลัวว่าจะตามไม่ทัน
“ตะวัน วันนี้เรามีแซนวิช จะกินเลยมั้ย”
“เดินอยู่จะกินได้ไง ไม่ใช่ควายสักหน่อย”
“เอ่อ....พรุ่งนี้ตะวันว่างมั้ย”
อัยยาขยับแว่นตาด้วยปลายนิ้ว รวบรวมความกล้าพูดต่อทั้งที่เท้ายังไม่หยุดก้าว
“ถามทำไม”
“พอดี เราได้คูปองดูหนังฟรีมาสองใบน่ะ เลยจะชวนตะวันไปด้วย”
ร่างสูงปรายตามองเธอเพียงหางตา ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระด้าง ไร้แววใส่ใจ
“ถ้าเรื่องแบบนั้นไม่ว่าง”
“ทำไมล่ะ...นาน ๆ ทีพวกเราจะได้ไปดูหนังด้วยกัน”
“แต่ฉันไม่อยากไป”
“อ่อ...งั้นไม่เป็นไร”
อัยยาก้มหน้า พูดเสียงอ่อนลงคล้ายคนน้อยใจ ทำให้ตะวันชะงักฝีเท้า หันกลับมามองเธออีกครั้ง ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบปนรำคาญ
“อือ แค่ไปก็จบใช่ป่ะ”
“ตะวันจะไปจริง ๆ เหรอ”
คำตอบของเขา ทำเอาดวงตากลมโตใต้กรอบแว่นเลนส์หนาเบิกกว้างขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“อือ...”
“โอเค งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ”
ร่างสูงเพียงพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉยไม่เผยอารมณ์ใด ๆ อัยยายังคงก้าวเดินตามหลัง ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสผิดกับท่าทีของชายหนุ่มอย่างสิ้นเชิง
